Table of Contents
- ทำไมแบบฟาซาดจากต่างประเทศถึงมีปัญหาเมื่อนำมาใช้ในไทย
- วัสดุฟาซาดบางชนิดอาจหาได้ยากในประเทศไทย
- ระบบติดตั้งจากต่างประเทศอาจใช้กับหน้างานไทยไม่ได้ตรง ๆ
- สภาพอากาศไทยมีผลต่อการเลือกวัสดุฟาซาด
- มาตรฐาน Wind Load และความปลอดภัยต้องคำนวณใหม่
- การรับประกันวัสดุในไทยอาจไม่เหมือนต่างประเทศ
- ควรเช็คความเป็นไปได้ตั้งแต่ Concept Design
- ทำไมการเช็คก่อนเสนอลูกค้าจึงสำคัญ
- Reference ต่างประเทศยังใช้ได้ แต่ควรใช้เป็นแนวคิดมากกว่าสเปกตรง ๆ
- สรุป
เวลาสถาปนิกเริ่มออกแบบอาคาร หลายโปรเจกต์มักใช้ภาพ Reference จากต่างประเทศเพื่อหาแนวทางด้านดีไซน์ รูปทรง และภาพลักษณ์ของอาคาร เพราะงานจากยุโรป ตะวันออกกลาง หรือประเทศอื่น ๆ มักมีรายละเอียดฟาซาดที่โดดเด่นและน่าสนใจ
แต่เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนพัฒนาแบบจริง หลายครั้งกลับพบว่า แบบที่เห็นว่าสวยในต่างประเทศ อาจนำมาทำในไทยแบบตรง ๆ ไม่ได้
สาเหตุไม่ได้หมายความว่าแบบนั้นไม่ดี แต่เกิดจากเงื่อนไขของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ทั้งเรื่องวัสดุ ซัพพลายเออร์ สภาพอากาศ ระบบติดตั้ง งบประมาณ และมาตรฐานทางวิศวกรรม
ดังนั้น การนำ Reference ต่างประเทศมาใช้กับอาคารในไทย จึงควรดูมากกว่าความสวยของภาพ
ทำไมแบบฟาซาดจากต่างประเทศถึงมีปัญหาเมื่อนำมาใช้ในไทย
ฟาซาดแต่ละโครงการถูกออกแบบภายใต้เงื่อนไขของพื้นที่นั้น ๆ
วัสดุที่หาได้ง่ายในยุโรป อาจไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย ระบบติดตั้งที่เป็นมาตรฐานในบางประเทศ อาจไม่มีทีมติดตั้งหรืออุปกรณ์รองรับในไทย ขณะเดียวกัน สภาพอากาศและข้อกำหนดด้านอาคารก็แตกต่างกัน
โดยทั่วไปมี 3 เรื่องหลักที่ควรตรวจสอบตั้งแต่ต้น ได้แก่ วัสดุที่หาได้จริงในตลาดไทย สภาพอากาศที่ฟาซาดต้องรับ และมาตรฐานทางวิศวกรรมของประเทศไทย
วัสดุฟาซาดบางชนิดอาจหาได้ยากในประเทศไทย

ปัญหาที่พบได้บ่อยคือวัสดุในภาพ Reference ไม่มีจำหน่ายทั่วไปในไทย
ตัวอย่างเช่น กระจกเคลือบพิเศษ ระบบโลหะบางประเภท หรือ GRC ที่ต้องผลิตแม่พิมพ์เฉพาะโครงการ วัสดุเหล่านี้อาจต้องสั่งผลิตแบบ Custom หรือสั่งนำเข้าจากต่างประเทศ
เมื่อเป็นวัสดุสั่งพิเศษ สิ่งที่ตามมาคือ ต้นทุนและระยะเวลาผลิตที่เพิ่มขึ้น
บางครั้งไม่ได้หมายความว่าผลิตไม่ได้ แต่ระยะเวลาในการสั่งวัสดุ ผลิตตัวอย่าง ขนส่ง และติดตั้ง อาจยาวกว่าที่วางแผนไว้ในช่วง Concept Design
อีกเรื่องหนึ่งคือ กำลังการผลิตของซัพพลายเออร์
วัสดุบางชนิดมีผู้ผลิตในไทย แต่สามารถผลิตได้ในปริมาณจำกัด หากเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้วัสดุจำนวนมาก อาจเกิดปัญหาผลิตไม่ทันตามแผนงาน
ดังนั้น ก่อนระบุวัสดุในแบบ ควรตรวจสอบทั้งคุณสมบัติของวัสดุ ปริมาณที่ผลิตได้ และระยะเวลาส่งมอบจริง
ระบบติดตั้งจากต่างประเทศอาจใช้กับหน้างานไทยไม่ได้ตรง ๆ
รายละเอียดฟาซาดไม่ได้มีแค่เรื่องวัสดุ แต่รวมถึงระบบยึด โครงสร้าง และวิธีติดตั้งด้วย
บางระบบที่ใช้ในต่างประเทศอาศัยอุปกรณ์เฉพาะ หรือมีผู้รับเหมาที่เชี่ยวชาญในระบบนั้นโดยตรง แต่ในประเทศไทยอาจไม่มีอุปกรณ์หรือทีมงานที่รองรับ
เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนก่อสร้าง จึงต้องปรับระบบใหม่ให้เหมาะกับหน้างานจริง
ถ้าไม่ได้ตรวจสอบเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น การเปลี่ยนระบบติดตั้งภายหลังอาจทำให้สัดส่วน รายละเอียด หรือภาพลักษณ์ของฟาซาดเปลี่ยนจาก Concept เดิมได้
สภาพอากาศไทยมีผลต่อการเลือกวัสดุฟาซาด

ประเทศไทยมีสภาพอากาศร้อนชื้น มีแดด ฝน และความชื้นสูงเกือบตลอดทั้งปี
วัสดุบางประเภทที่ใช้งานได้ดีในประเทศอากาศแห้งหรืออากาศเย็น อาจเสื่อมสภาพเร็วขึ้นเมื่อนำมาใช้ในประเทศไทย
ตัวอย่างเช่น โลหะบางชนิด สีเคลือบ ซีลแลนต์ กาว หรือชิ้นส่วนยึด อาจต้องเลือกเกรดให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมมากขึ้น
นอกจากนี้ อาคารในไทยยังต้องคำนึงถึงเรื่องการกันแดด การระบายอากาศ การระบายน้ำ และการดูแลรักษาระยะยาว
ดังนั้น ฟาซาดที่เหมาะกับประเทศไทยจึงไม่ควรดูแค่รูปแบบภายนอก แต่ต้องพิจารณาว่าวัสดุและระบบนั้นสามารถใช้งานได้ดีในสภาพอากาศจริงหรือไม่
มาตรฐาน Wind Load และความปลอดภัยต้องคำนวณใหม่

แบบฟาซาดจากต่างประเทศไม่สามารถนำค่าทางวิศวกรรมมาใช้กับประเทศไทยได้ทันที
เพราะแต่ละประเทศมีข้อกำหนดานแรงลม โครงสร้าง ความปลอดภัย และการป้องกันอัคคีภัยแตกต่างกัน
เมื่อจะนำ Concept จากต่างประเทศมาใช้ในไทย ทีมวิศวกรจึงต้องตรวจสอบและคำนวณระบบใหม่ตามตำแหน่งอาคาร ความสูง ลักษณะพื้นที่ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย
เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะฟาซาดเป็นส่วนหนึ่งของเปลือกอาคารที่ต้องรับแรงลมและสด้ภาพแวดล้อมตลอดอายุการใช้งาน
ความสวยจึงต้องมาพร้อมกับความปลอดภัยและความสามารถในการก่อสร้างจริง
การรับประกันวัสดุในไทยอาจไม่เหมือนต่างประเทศ
วัสดุบางชนิดอาจผ่านมาตรฐานหรือการทดสอบจากยุโรปหรืออเมริกา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการรับประกันในเงื่อนไขเดียวกันเมื่อใช้ในประเทศไทย
ผู้ผลิตบางรายอาจกำหนดระยะเวลารับประกันแตกต่างกันตามสภาพอากาศ พื้นที่ติดตั้ง หรือระบบที่ใช้ร่วมกัน
ก่อนระบุวัสดุในแบบจึงควรตรวจสอบข้อมูลให้ครบ เช่น อายุการใช้งาน การรับประกัน เงื่อนไขการติดตั้ง และข้อจำกัดของวัสดุ
รายละเอียดเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงของปัญหาหลังส่งมอบอาคารได้มาก
ควรเช็คความเป็นไปได้ตั้งแต่ Concept Design

วิธีที่ช่วยลดปัญหาได้ดีที่สุดคือ ตรวจสอบการติดตั้ง Construct
ability ตั้งแต่ช่วง Concept Design
หมายความว่า ก่อนพัฒนาแบบไปไกล ควรให้ทีมที่เข้าใจทั้งวัสดุ ระบบฟาซาด วิศวกรรม และการติดตั้งเข้ามาช่วยประเมินก่อน
เพียงมีภาพ Reference และ Concept เบื้องต้น ก็สามารถเริ่มตรวจสอบได้แล้วว่า
- วัสดุที่ต้องการมีจำหน่ายในไทยหรือไม่
- จำเป็นต้องสั่ง Custom หรือไม่
- ระบบยึดทำได้จริงหรือไม่
- มีประเด็นเรื่อง Wind Load หรือโครงสร้างหรือไม่
- มีวัสดุทดแทนที่ให้ภาพใกล้เคียงกันหรือไม่
- งบประมาณมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตรงจุดไหน
การตรวจสอบตั้งแต่ต้นช่วยให้สถาปนิกยังคง Design Intent เดิมไว้ได้มากที่สุด และลดการแก้แบบในช่วงที่ลูกค้าอนุมัติ Concept ไปแล้ว
ทำไมการเช็คก่อนเสนอลูกค้าจึงสำคัญ
หากตรวจสอบความเป็นไปได้หลังจากลูกค้าอนุมัติแบบแล้ว การแก้ไขมักทำได้ยากขึ้น
เพราะลูกค้าเห็นภาพ Concept และคาดหวังกับรูปลักษณ์ของอาคารไปแล้ว หากภายหลังต้องเปลี่ยนวัสดุ เปลี่ยนระบบ หรือปรับรูปทรง อาจทำให้เกิดคำถามว่าทำไมแบบที่เสนอในตอนแรกจึงทำจริงไม่ได้
ในทางกลับกัน หากสถาปนิกตรวจสอบวัสดุ ระบบ และงบประมาณตั้งแต่ต้น จะสามารถเสนอ Concept ที่มีโอกาสสร้างจริงได้สูงกว่า
ช่วยทั้งเรื่องความน่าเชื่อถือของแบบ การควบคุมงบประมาณ และ Timeline ของโครงการ
Reference ต่างประเทศยังใช้ได้ แต่ควรใช้เป็นแนวคิดมากกว่าสเปกตรง ๆ
การใช้ Reference จากต่างประเทศไม่ใช่เรื่องผิด และยังเป็นวิธีที่ดีในการหาแนวทางการออกแบบใหม่ ๆ
สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรมอง Reference เป็นแบบก่อสร้างสำเร็จรูป
ควรแยกให้ออกว่าอะไรคือ Design Intent และอะไรคือรายละเอียดทางเทคนิคที่ต้องปรับให้เหมาะกับประเทศไทย
บางครั้งเราสามารถรักษารูปทรง สี จังหวะเส้น หรือภาพรวมของฟาซาดไว้ได้ แต่เปลี่ยนวัสดุหรือระบบติดตั้งด้านหลังให้เหมาะกับตลาดไทยมากขึ้น
แนวทางนี้ช่วยให้ได้ทั้งความสวยและความเป็นไปได้ในการก่อสร้างจริง
สรุป
ฟาซาดที่สวยในต่างประเทศไม่ได้หมายความว่าจะนำมาสร้างในประเทศไทยได้ทันที เพราะแต่ละโครงการมีเงื่อนไขด้านวัสดุ ซัพพลายเออร์ สภาพอากาศ ระบบติดตั้ง งบประมาณ และมาตรฐานวิศวกรรมที่แตกต่างกัน
สำหรับ ALPHABET FACADE เรามองว่า Reference จากต่างประเทศควรใช้เพื่อกำหนด Design Intent หรือทิศทางของงานออกแบบ จากนั้นจึงตรวจสอบว่าวัสดุ ระบบโครงสร้าง และวิธีติดตั้งสามารถนำมาพัฒนาให้เหมาะกับการใช้งานจริงในประเทศไทยได้หรือไม่
ยิ่งตรวจสอบความเป็นไปได้ตั้งแต่ช่วง Concept Design มากเท่าไร ก็ยิ่งช่วยรักษาภาพลักษณ์ของแบบ ควบคุมงบประมาณ ลดการแก้ไขหน้างาน และทำให้แนวคิดที่สถาปนิกออกแบบไว้สามารถพัฒนาไปสู่การก่อสร้างจริงได้มากขึ้น




